รายละเอียด
ดาวน์โหลด Docx
อ่านเพิ่มเติม
ในตอนนี้ ฮาวเวิร์ด ไลแมน (วีแกน) พูดถึงผลกระทบที่เป็นอันตราย ของการเลี้ยงชาวสัตว์ในฟาร์ม ทั้งต่อสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของมนุษย์ เขายังกล่าวถึงวิธีการ ที่เราควรอยู่ร่วมกับธรรมชาติ อย่างกลมกลืน โดยการเลี้ยงดูผู้คนให้มีสุขภาพดี แทนที่จะปลูกธัญพืชเพื่อเลี้ยง ชาวสัตว์แล้วก็ฆ่าพวกเขา Howard: พวกเขาผ่าตัดเนื้องอก ขนาดเท่าหัวแม่มือของผมออกไป ผมออกจากโรงพยาบาล หลังจากการผ่าตัด ที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย (ว้าว) แต่ผมรับประกันได้เลยว่า ผมเดินออกมาในฐานะคนใหม่ ที่แตกต่างไปจากเดิมมาก (ว้าว) ผมรู้ว่ามันไม่ใช่ เรื่องของการเพิ่มที่ดิน เพิ่มจำนวน ปศุสัตว์ หรือเพิ่มอุปกรณ์ มันไม่ใช่แค่เรื่องของการใหญ่ขึ้น และร่ำรวยมากขึ้นเท่านั้น ผมไปหาเจ้าหน้าที่ธนาคารแล้วบอก เขาว่า "ผมต้องการความช่วยเหลือ จากคุณ เราต้องเริ่มต้น ทำการเกษตรธรรมชาติ" นายธนาคารของผมเอนหลัง พิงเก้าอี้แล้วพูดว่า "นั่นหมายความว่าอะไรกันแน่?" ผมพูดว่า "ผมคิดว่า เราควรหันมาทำเกษตรอินทรีย์" แล้วเขาก็มองมาที่และพูดว่า “คุณต้องการฉัน ให้คุณยืมเงินเหรอ? คุณจะไม่เอาข้อมูลนี้ ไปบอกลูกค้ารายอื่น ของผมด้วยใช่ไหม เช่น ผู้จำหน่ายสารเคมี ผู้จำหน่ายยา และผู้จำหน่ายปุ๋ย?” เขาพูดว่า "จะไม่มีวันแบบนั้น!" และในปี 1983 ผมก็ขายฟาร์มของผม ผมชำระหนี้แล้ว และผมเริ่มทำงานร่วมกับ เกษตรกรรายอื่น ๆ เพื่อเริ่มต้นผลิตอาหารอย่างถูกต้อง ผมได้เรียนรู้ว่ามีองค์กรมากมาย ที่ไม่ได้ต้องการ ให้ผู้คนรู้ความจริง ผมเริ่มพูดคุยกับผู้คน เกี่ยวกับการไม่กินเนื้อสัตว์ และพูดคุยกับพวกเขาเกี่ยวกับ โรควัวบ้าหรือสมองอักเสบในวัว พวกเขาคิดว่า ผมเป็นคนที่ มีรูในสมอง เพราะพวกเขา ไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน แต่สุดท้าย ผมก็ได้ไป ออกรายการ “โอปราห์ [วินฟรีย์]” ผมบอกคนหลายล้านคนว่า เรากำลังบดเนื้อวัว แล้วนำไปให้วัวกินอีก เรากำลัง เก็บซากสัตว์ที่ถูกรถชนตาย ไม่ว่าจะเป็นกวางเอลก์ โอพอสซัม แรคคูน แล้วนำไปให้วัวกิน จากนั้นเราก็รับสัตว์ ที่ถูกทำการุณยฆาต ทั้งสุนัขและแมว ซึ่งเต็มไปด้วย สารเคมีที่ใช้ในการฆ่าพวกเขา เฉพาะในเมืองลอสแอนเจลิส เมืองเดียว มีการนำซากสุนัขและแมว กว่า 200 ตันต่อเดือน มาบด เป็นอาหารสัตว์หรืออาหาร สำหรับสัตว์ที่ใช้เป็นอาหารของเรา โอปราห์ ตาของเธอโต เท่าจานรองแก้วเลย เธอหันไปมองชายคนนั้น จากสมาคมผู้เลี้ยงโคแห่งชาติ แล้วพูดว่า "ดร.เวเบอร์ เรากำลังให้โคกินกันเอง อยู่หรือเปล่าคะ?" ผมจะไม่มีวันลืม สิ่งที่เขาพูดว่า "เอ่อ...ใช่ครับ... เรื่องแบบนั้น มีอยู่” แล้วสิ่งที่โอปราห์พูดออกมาทีหลัง ก็ทำให้เราถูกฟ้องร้อง! เธอพูดว่า “นั่นทำให้ฉันตะลึงไปเลย! ฉันจะไม่กินเบอร์เกอร์อีกแล้ว!” ตอนนั้น ผมรู้ว่ามี 13 รัฐ ที่มีกฎหมายที่เรียกว่า กฎหมายว่าด้วยการดูหมิ่นอาหาร แต่กฎหมายว่า ด้วยการดูหมิ่นอาหารระบุว่า การพูดสิ่งใดก็ตามที่คุณรู้ ว่าเป็นเท็จนั้นผิดกฎหมาย ผมพูดความจริง แต่รู้ไหมว่าเกิดอะไรขึ้น กลุ่มผู้เลี้ยงปศุสัตว์ฟ้องร้อง พวกเขาไม่ต้องการ ให้ประชาชนรู้ความจริง สุดท้าย พวกเขาก็ฟ้องร้องเรา เป็นเวลาหกปี เงินหลายแสนดอลลาร์ ถูกใช้ไปเพื่อปกป้องสิทธิ์ของเรา ในการบอกความจริงแก่ชาวอเมริกัน! (พระเจ้าช่วย!) ผมอยากให้คุณตระหนัก ในวันนี้ว่าถ้าเรา ไม่ยอมรับความจริง ถ้าเราไม่ตระหนักว่า คนอเมริกันส่วนใหญ่ในปัจจุบัน กำลังเสียชีวิตจากความเจ็บปวด ที่เกิดจากส้อมของพวกเขา เรากำลังขุดหลุมฝังศพ ด้วยส้อม มากกว่าเครื่องมืออื่นใดที่มีอยู่ (โว้ว!) เราต้องหันมาพิจารณา สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกนี้ เราต้องเข้าใจว่า ตัวอย่างเช่น เกาะอีสเตอร์ที่มีอนุสาวรีย์หิน ขนาดใหญ่ ตั้งอยู่บนชายหาด ครั้งหนึ่งเคยเป็นสังคมที่มีชีวิตชีวา ดินอุดมสมบูรณ์ ต้นไม้ เรือ ปลา แต่ที่นั้น สถานะของคุณ วัดได้จากขนาดของอนุสาวรีย์ หินที่คุณสร้างขึ้น อ้อ มีพวกที่แอบขึ้นเรือ มาที่เกาะด้ว ก็คือหนูไง! พวกเขาไม่สนใจ เพราะหนูไม่ได้ กินอาหารของมนุษย์ พวกเขากินเมล็ด จากต้นปาล์ม ขณะที่พวกเขาตัดต้นไม้เพื่อทำเลื่อน อนุสาวรีย์ขนาดใหญ่ที่ทอดยาว ลงไปถึงชายหาด มีต้นไม้ น้อยลงเรื่อย ๆ เพราะไม่มี ต้นไม้ใหม่เติบโตขึ้นมา คุณลองนึกดูสิว่ามันจะเป็นอย่างไร เมื่ออนุสาวรีย์ สุดท้าย ต้นไม้ต้นสุดท้ายถูกตัด และหลังจากนั้นก็จะไม่มีต้นไม้ ขึ้นบนเกาะอีสเตอร์อีกต่อไป อนุสาวรีย์เหล่านั้นยังคงตั้งอยู่ที่นั่น ถึงวันนี้ ผู้คนหายไป เพราะพวกเขา ไม่สามารถเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่ ร่วมกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ มันก็เหมือนกับสิ่งที่เรา กำลังเผชิญอยู่ในทุกวันนี้ เราต้องเข้าใจว่า จุดเปลี่ยนระหว่างทุกอย่างราบรื่น กับหายนะโดยสิ้นเชิงนั้น เป็นเส้นบาง ๆ มาก ยกตัวอย่างเช่น เกาะเซนต์แมทธิว ในปี 1943 พวกเขานำกวางเรนเดียร์ 29 ตัว ไปไว้บนเกาะ เพื่อเป็นแหล่งอาหารสำรอง สำหรับหน่วยทหาร ที่ประจำการอยู่ที่นั่น พวกเขาไม่เคยต้องการมันเลย กวางเรนเดียร์ยี่สิบเก้าตัว อาศัยอยู่ บนเกาะขนาด 128 ตารางไมล์ ซึ่งไม่มีสัตว์ผู้ล่าตามธรรมชาติ! ภายในเวลายี่สิบปี สัตว์ 29 ตัวนั้น เติบโตเป็นสัตว์อ้วนท้วน สมบูรณ์สุขภาพดีถึง 6,000 ตัว! 20 ปีต่อมา ไม่มีสัตว์ มีชีวิตเหลืออยู่บนเกาะแม้แต่ตัวเดียว เพราะพวกเขาไม่เรียนรู้ ที่จะดำรงชีวิตอยู่ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่มีอยู่ ตอนนี้เราก็กำลัง ประสบปัญหาเดียวกัน เมื่อผู้อพยพทางเรือมาถึง สหรัฐอเมริกาเมื่อประมาณ 300 ปีก่อน เรามีดินชั้นบนที่อุดมสมบูรณ์ และลึกที่สุดบนพื้นโลก ในระยะเวลา 300 ปี เราสูญเสียหน้า ดินไปถึง 75% ของทั้งหมดที่มีอยู่ ต้องใช้เวลา 500 ปี จึงจะเกิดดินชั้นบนหนาหนึ่งนิ้ว เราเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ ไม่นานพอที่จะสร้างหน้าดิน ได้สักนิ้วเดียว แต่เราก็สูญเสียพื้นที่ ไปถึงสามในสี่ของทั้งหมดแล้ว ในปี 1850 พวกเขา ได้สร้างโบสถ์ขึ้นในรัฐไอโอวา โบสถ์แห่งนั้นในรัฐไอโอวา ถูกใช้งานอย่างต่อเนื่อง มาตั้งแต่ปี 1850 จนถึงปัจจุบัน ในปี 1850 พวกเขาได้ถ่ายรูปมันไว้ พื้นที่ทั้งหมดรอบโบสถ์ ถูกใช้ทำการเกษตร ทั้งหมดอยู่ในระดับความสูงเดียวกัน กว่า 150 ปีต่อมา พวกเขาได้ถ่ายภาพ โบสถ์แห่งเดิมอีกครั้ง พื้นที่โดยรอบทั้งหมด ยังคงใช้ทำการเกษตรอยู่ ความแตกต่างเพียงอย่างเดียว โบสถ์ตั้งอยู่สูงขึ้นไป 10 ฟุต (ประมาณ 3.05 เมตร) สูงกว่าพื้นที่เกษตรกรรม โดยรอบถึงสิบฟุต หากเราต้องการอยู่รอด ในฐานะเผ่าพันธุ์มนุษย์ เราต้องเข้าใจ ความจริงที่ว่า 80% ของธัญพืชทั้งหมด ที่ผลิตในสหรัฐอเมริกา ในปัจจุบันนั้น ถูกยัดใส่ปากสัตว์ ต้องใช้ธัญพืช 16 ปอนด์ (ประมาณ 7.26 กิโลกรัม) เพื่อผลิตเนื้อสัตว์หนึ่งปอนด์ (ประมาณ 0.45 กิโลกรัม) ธัญพืชสิบหกปอนด์ สามารถเลี้ยงคนหิวโหยได้ 32 คน การใช้ทรัพยากรของเรา ให้เกิดประโยชน์สูงสุดคืออะไร? เราต้องเข้าใจว่าอนาคต คือการเลี้ยงดูผู้คนให้มีสุขภาพดี ไม่ใช่การฆ่าสัตว์เพื่อฆ่าพวกเขา ผมใช้เวลา 45 ปีในชีวิต ทำงานด้านการเลี้ยงสัตว์ ผมจะบอกคุณว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ในวันนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืนอย่างแน่นอน ผมเปลี่ยนจากคนที่กินเนื้อสัตว์ และทำงานในอุตสาหกรรมการผลิต มาเป็นคนที่ทานวีแกน ไม่กินอะไรที่มีใบหน้า ตับ หรือแม่เลยในวันนี้ ผมเปลี่ยนการกินเพื่อสุขภาพ ของตัวเอง สิ่งที่ผมทำในวันนี้ ผมเป็นวีแกนตัวจริง เพราะรักสัตว์ ผมรู้ว่าไม่จำเป็นต้องมีสัตว์ตัวใด ต้องตายเพื่อให้ผมมีชีวิตอยู่ หากเราต้องการอยู่รอด ในฐานะเผ่าพันธุ์ เราต้องเข้าใจว่าหน้าที่ของเรา ไม่ใช่การทำทุกอย่างด้วยตนเอง หน้าที่ของเราคือทำทุกอย่าง ที่เราสามารถทำได้ และวันนี้ผมบอก ข้อเรียกร้องที่ง่าย และตรงไปตรงมาที่สุดกับคุณ: สิ่งที่คุณต้องทำก็คือ ทำในสิ่งที่คุณทำได้ เป็นวีแกน! รักษ์สิ่งแวดล้อม! เพื่อช่วยโลกเรา! ขอบคุณมากครับ (ขอบคุณมากครับ คุณโฮวาร์ด สำหรับข้อมูลเชิงลึก และเรื่องราวที่น่าทึ่งนี้ นับว่าเป็นประโยชน์ และให้ความรู้เป็นอย่างมาก และอย่างที่คุณคงเดาได้ สมาชิกในกลุ่มผู้ชมของเราตอนนี้ หลายคนคงมีคำถามอยู่บ้าง ขอคำถามข้อที่ 1 ได้ไหมครับ?) (คุณไลแมนคะ คุณทำให้ฉันแทบหยุดหายใจเลย ขอบคุณสำหรับความรักของคุณ ขอบคุณที่มา อยู่กับเราในวันนี้ ดิฉันชื่อ เบ็ตสกา เค. เบอร์ ฉันเป็นประธานร่วมขององค์กร นานาชาติด้านการโค้ชและภาวะผู้นำ เราเป็นผู้นำระดับโลกด้านการโค้ช ด้านจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณ ฉันมีคำถามสำคัญมากข้อหนึ่ง ให้กับคุณค่ะ และนั่นก็คือ: เราควรเก็บภาษี คาร์บอนจากเนื้อ (ชาวสัตว์) หรือไม่? แล้วถ้าใช่ เราควรทำอย่างไรค่ะ?) คำถามแรกคือ "เราควรเก็บภาษี คาร์บอนจากเนื้อสัตว์หรือไม่?" คำตอบคือ: ใช่ครับ คำถามคือ: "เราจะทำมันได้อย่างไร?" มันง่ายมาก ถ้าคุณสามารถนำเกษตรกร ผู้เลี้ยงปศุสัตว์และเจ้าของ โรงเลี้ยงสัตว์รุ่นที่สี่ มาเปลี่ยนตัวเองเป็นวีแกน ตัวจริงได้ นั่นหมายความว่าคนที่ใส่ใจ สิ่งแวดล้อมทำไม่ได้หรือ? ชาวอเมริกัน เจ็ดสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ อ้างว่าเป็นมังสวิรัติ หากคุณจะอ้างว่า เป็นมังสวิรัติจริง ๆ ลองทำดูไหม? (79%?) ถ้าเราจะเปลี่ยนแปลงเรื่องนี้ มันจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ที่วอชิงตัน ดี.ซี. มันจะเกิดขึ้นที่นี่เลย ลองดูสิ่งที่เกิดขึ้น ในเวสต์ฮอลลีวูดสิว่า พวกเขาทำอะไรได้บ้าง ในชุมชนนี้ เราต้องลงไป ในชุมชนของเราเอง เราต้องจัดระเบียบ เราต้องพิจารณา ว่าอะไรบ้างที่ยังไม่มี และถ้าหากมันไม่พร้อมใช้งาน เราก็ต้องเริ่มต้นมันขึ้นมาเอง หากจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง เราต้องเป็นผู้ริเริ่ม การเปลี่ยนแปลงนั้น หน้าที่ของเราคือการเป็นผู้นำ เพื่อที่เมื่อเรามองเข้าไป ในดวงตาของเด็ก เราจะสามารถบอกพวกเขาได้ว่า "ฉันอาจทำทุกอย่างไม่ได้ แต่ฉันสามารถทำทุกอย่าง ที่ฉันทำได้" และหากเราไม่ทำเช่นนั้น อนาคตของลูกหลานของเรา ก็จะไม่มีอยู่ เราทำได้ไหม ได้อย่างแน่นอน เราควรเริ่มเมื่อไหร่? เดี๋ยวนี้! (เรามีคำถามข้อ ที่สองไหมครับ?) (ขอบคุณครับ คุณไลแมน ผมชื่อ ดาริล คัมเบอร์แบตช์ และผมเป็นนักบัญชีสิ่งแวดล้อม จากโตรอนโต แคนาดา คำถามของผมคือ: ควรจะมีฉลากเตือน เกี่ยวกับสารเคมี ยา และฮอร์โมน ที่ก่อให้เกิดมะเร็งและโรคอื่น ๆ เช่น โรคเบาหวาน บนเนื้อสัตว์หรือไม่?) ถ้าเราดูที่หนังสือ ที่น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด สำหรับคำถามของคุณ ก็คือ หนังสือ "การศึกษาจีน" ของ ดร. ที. โคลิน แคมป์เบล ไม่ใช่แค่สารเคมี ที่เราใช้ในการผลิตเนื้อสัตว์เท่านั้น แต่ลองดูข้อเท็จจริงที่ว่า โปรตีนจากสัตว์เป็นสาเหตุ อันดับ 1 ของโรคหัวใจ มะเร็ง เบาหวาน และโรคอ้วน ซึ่งเป็นการศึกษา ด้านโภชนาการที่ใหญ่ที่สุด เท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์โลก มันจะแย่ลงไหม ถ้ามีสารเคมี ฮอร์โมน และยาปฏิชีวนะ ปนอยู่ในนั้น อย่างแน่นอน! แต่ถ้าคุณอยากมีชีวิตที่ยืนยาวและ สุขภาพดี โปรดจำไว้ว่าพระผู้สร้าง ของเรา ไม่ได้สร้างสิ่งของไร้ค่า สุดท้ายแล้ว พระองค์ได้ประทาน ร่างกายที่ยอดเยี่ยมให้แก่เรา หากเราเพียงแต่ บริโภคสิ่งที่ร่างกายเรา ถูกสร้างมาเพื่อสิ่งนั้น และมันไม่ใช่แฮมเบอร์เกอร์ สเต็กทีโบน หรือ สเต็กหมู ตลอด 45 ปีในชีวิตของฉัน ฉันไม่เคยเห็น สัตว์ตัวไหนเดินไปโรงฆ่าสัตว์ แล้วกระทืบเท้า พร้อมพูดว่า "โฮ่ เย้ ๆ ๆ พรุ่งนี้ฉันจะได้ เป็นเบอร์เกอร์แล้ว!" พวกเขาไม่อยากตาย หน้าที่ของเราคือ การทำให้แน่ใจว่าพวกเขาจะสามารถ ใช้ชีวิตได้อย่างที่ควรจะเป็น เพื่อที่เราจะได้ใช้ชีวิต ได้อย่างที่ควรจะเป็นเช่นกัน Photo Caption: “เส้นทางสู่บ้านเกิด นั้นรวดเร็วและใกล้กว่า ที่คุณคาดคิด!”











